GornNutagorn_Coursera_banner

สวัสดีครับ

ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การเรียนเขียนโค้ด (Programming) จากคนที่ไม่เคยเขียนโค้ดเลย บน Coursera ของผมที่ค่อนข้างยาวนาน คือเรียนแบบเอาใบ Certificate 11 คอร์ส แบบไม่เอา อีก 3 คอร์ส  แต่ผลลัพธ์และความคุ้มค่าสำหรับผมแล้ว ถือว่าดีมากทีเดียว

สิ่งที่อยากจะเล่าให้ฟัง ไม่ใช่ความเทพของวิชา (คือบน Coursera มันมีอะไรที่โคตรเทพเยอะมาก)  แต่อยากเล่าให้ฟังว่า เรียนไปทำไม? เรียนแล้วเอาไปทำอะไร? เอาไปใช้จริงได้แค่ไหน? กับคนที่ไม่ได้ทำงานออฟฟิสแบบผม

ผมไม่เคยเขียนโค้ด หรือ Programming ใดใด มาก่อนเรียน Coursera …..  มีพี่ชายผมที่เป็น Programmer เคยบอกว่า อยากเขียนโค้ด สิ่งที่ต้องมีอย่างเดียวคือ “อ่านภาษาอังกฤษออก” ก็พอ  ที่เหลือเรียนรู้กันได้  แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีพิ้นฐาน Computer Science มาก่อนเลย  จะมองยังไงมันก็คือภาษาต่างดาวอยู่ดี ผมว่าหลายๆคนก็คงเป็นนะครับ ดังนั้นตอนแรกที่เรียน ก็มึนพอสมควรแหละครับ

ภาคที่ 1 : จุดเริ่มต้นของผมคือ Excel ไม่พอใช้คือเริ่มใช้เยอะจนมันช้าหรือแฮงค์บ่อยๆ และ ยังมีงาน Data ถึกๆ ที่ต้องมานั่งเรียงเองซ้ำๆบ่อยๆ

ผมทำงานกับ Data เป็นหลัก และ Background ผมคือเคยทำงานบริษัท Research มาบ้าง ใช้ Excel เป็นหลัก แต่ท่านผู้อ่านอย่าได้คิดไปถึงคำว่า Big Data , NoSQL หรืออะไรที่องค์กรใหญ่ๆเค้าใช้กัน ปริมาณ Data ที่ผมต้องใช้มันก็แค่ เครื่อง Server เล็กๆตัวเดียวก็เอาอยู่ครับ ….คืองานผมหลักๆก็มี 2 อย่าง คือ

  • ทำงานกับฐานข้อมูลร้านค้าปลีกในรูป MySQL
  • วิเคราะห์หุ้น (ทำเองทั้งหมด บ้านๆ)

คนรอบตัวผมและพนักงาน ไม่ได้มีใครทำงานถนัดงาน Data เป็นพิเศษ ทุกคนทำงานกับ Software สำเร็จรูป และใช้ MS Office เบื้องต้น แต่ผมต้องเป็นคนขุดข้อมูลที่มีอยู่ให้เอามาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เช่น การทำ Report สต้อกสินค้าเพี้ยน / เคลื่อนไหวช้า ทั้งระบบ และต้องทำบ่อยๆโดยกำหนด Criteria เอง หรือ บางอย่างที่ผมทำได้คนเดียวเช่นการคัดลอก เชื่อมต่อฐานข้อมูล Offline ไปสู่ Online แบบ Manual จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งบ่อยๆ

ผมเริ่มมองหาเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยผมทำงาน ว่ากันตามตรง เนื่องจากผมทำงานที่บ้าน สิ่งที่ผมต้องการ ไม่ใช่ความลึกของการทำ Analysis แต่เป็น “ผู้ช่วย” ที่จะมาประหยัดเวลาผม ที่ทำงานถึกๆจำนวนมากคนเดียว Key หลักๆคือ ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลและ Clean ข้อมูลจำนวนมากๆ ซ้ำๆ น่าเบื่อๆ บ่อยๆ พอผมเริ่มหาตัวช่วย ก็พบว่ามีประมาณ 3 วิธี ที่จะมาช่วยผมทำงาน Data โดยไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม

  • ซื้อปลั้กอิน Excel เพิ่ม
  • เรียน VBA
  • เรียนภาษา R หรือ Python

ผมหลีกเลี่ยงการเรียนเขียนโค้ดมาก เพราะไม่เคยทำ กลัวมันยาก แต่ว่า ตัวเลือกซื้อปลั้กอินหรือ VBA แม้มันจะช่วยผมทำงานได้จริง แต่คงต้องตัดไป เพราะอย่างที่บอกไปว่า ข้อมูลมันเยอะจน Excel แฮงค์บ่อยๆ  เลยจำใจต้องเรียนภาษาอันใดอันหนึ่งระหว่าง R หรือ Python  ตอนนั้นเลือก R ก่อน เพราะจำได้ว่าหาจากอินเตอร์เน็ต เค้าว่ากันว่า

  • R เหมาะกับภาษาแรกที่เรียน เขียนง่ายกว่า
  • R เหมาะกับคนที่มาจากสาย Statistics มากกว่า Computer Science
  • R โคตรเร็ว และอะไรที่เป็นข้อมูลก็ทำได้ทุกอย่าง

…  คือสุดท้ายผมก็มาเรียน Python อีก แต่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนหลังนะครับ ….

ผมเลือก Coursera (ตัด Edx เพราะไม่มีคอร์ส R ยาวๆให้เรียน / ตัด Udacity เพราะมันแพง / ตัด Udemy เพราะมันดูเป็นการเรียนสั้นๆมากกว่า) คือเหมือนมันจะดังสุดด้วย ก็ตัดสินใจลง Data Science Specialization มันมีทั้งหมด 10 คอร์ส ผมเรียนเอาใบ certificate ไปแค่ 4 คอร์ส คือ

  • The Data Scientist’s Toolbox
  • R Programming
  • Getting and Cleaning Data
  • Exploratory Data Analysis

อยากจะบอกว่า ในคอร์ส R Programming เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องเรียนถึง 3 รอบ (ปกติไม่เคยสอบตก) คือเรียนรอบแรกว่าเข้าใจ แต่สอบก็ตก เลยไปหาหนังสือข้างนอกมาอ่าน ก็ตกอีก จนสุดท้าย ไปหาแบบฝึกหัดมาทำแบบเยอะมากๆ กว่าจะผ่าน กินเวลาไป 2 เดือนได้ แค่คอร์สเดียว คืออ่าน Text ไป 3 เล่มใหญ่ๆได้ครับ จริงๆมันก็พอจะมีวิธีลัดผ่านได้ แต่ผมก็อยากจะเข้าใจมันจริงๆครับ หลังจากนั้นอีก 2 คอร์สก็ง่ายครับ

ระหว่างที่เรียน ก็พึ่งเข้าใจความสำคัญ ของ SQL และมันก็ต้องใช้กับ R ด้วย (แบบว่าเคยทำงานกับฐานข้อมูลโดย Export เป็น Excel อย่างเดียว แบบ query ไม่เป็น) เลยลงเรียนเอาใบ certificate

  • Managing Big Data with MySQL

ถ้าจำไม่ผิด 5 คอร์สนี้ผมใช้เวลาเรียนประมาณ 5 เดือน ไปเสียเวลาเยอะตรง R Programming กับ  Managing Big Data with MySQL (อันนี้เค้าสอนเยอะหน่อย) แต่มันตอบโจทย์ผมมากเลยครับ 5 คอร์สนี้ ถ้าถามว่ามันทำอะไรได้บ้าง  เท่าที่นึกออกตอนนี้นะครับ ก็จะเป็น

  • กับงานค้าปลีก ผมเขียนพวก Automation / Visualization ไว้ทำงานหลายๆแบบ คล้ายๆกับเขียน Excel Template เตรียมๆไว้ Process งานถึกๆ เช่น ถ้าผมจะสร้างกราฟจากฐานข้อมูลที่มันอัพเดททุกวัน แบบที่ Software ที่มีอยู่ทำไม่ได้ ก็ Run ใน R แล้วก็ส่งให้คนอื่นต่อครับ หรือเขียน R จัดข้อมูลดิบๆให้อยู่ใน Format ที่ผมใช้บ่อยๆ
  • กับการวิเคราะห์หุ้น มันแก้ปัญหากับใครที่ใช้ Excel บ่อยๆในการวิเคราะห์หุ้นน่าจะเข้าใจดีเลยครับ ว่าปัญหาที่เจอตลอดคือ
    • ข้อมูลอัพเดทตลอดวลา ต้องมานั่งทำใหม่อีกแล้วเหรอ
    • มีประมาณ 100 สมมติฐานอยากจะเทส แต่ 1-2 สมมติฐานก็กินเวลาเป็นวันแล้ว  งานประจำก็มีทำ จะหาเวลาจากไหน เช่น ผมอยากรู้ว่า ตัวแปร Macro Economic Indicatorsตัวไหน (เช่น GDP ,Retail Sales ,Interest Rate …….) สัมพันธ์กับหุ้นตัวไหนบ้าง (ในด้าน Price , Earning, P/E, P/Sale ……) หรือกลุ่มอุตสาหกรรมไหน ฟังตัวอย่างแค่นี้ก็อยากจะเทสสัก 10 Assumption แล้วครับ
  • ถ้าถามว่าเขียนโค้ดได้ประมาณไหน? ….  ก็ประมาณที่ผมเขียนไว้ในบล็อกผมนี้แหละครับ
    https://gornnutagorn.com/category/tips_data/tips_data_r_python_etc/
    ลองเข้าไปดูนะครับ คืออย่างน้อยที่สุด คือสามารถไปเอาโค้ดชาวบ้านมาใช้และปรับปรุงอย่างเข้าใจได้ครับ ( R เป็นของฟรี และมี Community ใน stack overflow เยอะอยู่)

กับเรื่องวิเคราะห์หุ้น พูดตามตรง มันเป็นอะไรที่ยาวนานและยากลำบาก สำหรับการที่ต้องหาข้อมูล คลีน และวิเคราะห์เองทั้งหมดคนเดียวแบบไม่มีใครแนะนำ คือ ผมรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นฐานทั้งในและต่างประเทศที่มีทั้งหมด ทำเป็น MySQL Database ขึ้นมา โดยค่อยๆคิด Data Structure เอง จากที่เมื่อก่อนกระจายๆเป็น Excel แผ่นๆ และเขียน Protocol ในการใช้ฐานข้อมูลอย่างละเอียดไว้ทั้ง Datadict และ วิธีการ Update กันลืม  จากนั้น ไม่ว่าผมอยากจะรู้อะไรก็จะเขียน R Script เข้าไปดึงมันออกมา ผมไม่ได้ทำ Analysis ซับซ้อนแต่แค่มันมีหลายสมมติฐานมากๆ แรกๆ ผมทำช้ามากๆ จนอยากจะกลับไปใช้ Excel แต่ก็รู้ดีว่าบางอย่าง Excel มันทำไม่ได้จริงๆ กว่าการวิเคราะห์หุ้นจะเริ่มใช้ได้ กินเวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี ในการค่อยๆสร้างครับ

ถึงตรงนี้ ผมสามารถตอบตัวเองได้ว่ายังไม่จำเป็นต้องเรียนสิ่งที่เกี่ยวกับ

  • Big Data (ผมยังไม่เคยเห็นมันเลยครับ และคิดว่าคงไม่น่าจะได้เจอกันเร็วๆนี้ ข้อมูลที่ผมแตะทุกวันก็แค่ หลัก GB)
  • Machine Learning , AI , BI (ผมแค่ต้องการประหยัดเวลา ไม่ได้ต้องการ Solution หรือ Visualization ที่ดีที่สุด อีกอย่างงานผมก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากไปกว่า + – * / อย่างมากก็แค่ Regression)

ที่จริงผมสนใจหัวข้อพวกนี้และอยากเรียนมาก เพราะผมเป็นคนชอบ Data แต่เวลาทุกคนมันมีจำกัด เลยควรจะเลือกเฉพาะสิ่งที่มั่นใจว่าน่าจะใช้ครับ

—– จบภาดที่ 1 —–

ภาคที่ 2 : อยากจะเข้าใจการเขียนเว็บ

ตัวผมทำงานที่บ้าน โดยงานอย่างหนึ่งคือทำเว็บขายของออนไลน์ และดูเรื่องออนไลน์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับงานที่บ้าน พอผมเรียน R กับ MySQL เสร็จ ก็คิดว่า “เห้ย งี้เราก็น่าจะเข้าใจการเขียนเว็บได้แล้วดิ” เพราะได้เข้าไปในโลกของการ Coding บ้างแล้ว คือปกติ พอเข้าเรื่องเว็บแล้ว ต้องพึ่งคนอื่นเป็นหลัก แม้แต่การปรับปรุงเล็กๆน้อยๆ

เลยตัดสินใจลงคอร์ส Specialization แบบได้ Certificate ที่ชื่อว่า “Web Design for Everybody (Basics of Web Development and Coding)” โดยมันแบ่งเป็น 5 คอร์สย่อยตามนี้ครับ

  • Introduction to HTML5
  • Introduction to CSS3
  • Interactivity with JavaScript
  • Advanced Styling with Responsive Design
  • Web Design for Everybody Capstone

 

เลยมาลองคอร์สที่ว่าด้านบน ใช้เวลาเรียนแบบตะบี้ตะบัน เดือนกว่าๆ (ไม่น่าถึง 2 เดือน) จริงๆจะเร็วกว่านั้น แต่บางทีมันนานตรงรอเพื่อนมาตรวจงาน (ระบบ Peers Grading คือให้นักเรียนให้คะแนนงานกันเอง โดยเฉพาะงานที่เป็น Project)

คอร์สนี้ คนสอนโคตรดี สอนไม่เยอะ แต่ตรงประเด็นหมด รวมถึงแนะนำพวก Software ที่ควรใช้ร่วม หรือเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในการเขียนเว็บ ตรงนี้สำคัญมาก คำถามง่ายๆนะครับ เช่น จะเริ่มเขียนเว็บใช้ Editor ตัวไหน เพราะอะไรดี? เพราะอะไร? กับคนที่เริ่มจาก 0 นี่ ไปต่อไม่เป็นเลยครับ

คอร์สนี้เรียนเรื่อง Front End อย่างเดียวคือ เรียนเรื่องการปรับแต่งหน้าตาหรือความสวยของเว็บเป็นหลัก ไม่ได้มีเรื่องการโต้ตอบของฐานข้อมูลระหว่าง server กับคนใช้ พูดง่ายๆคือ จบคอร์สนี้ เขียนเว็บแบบให้ดู ให้ข้อมูล แต่โต้ตอบไม่ได้ ได้สบาย เขาบอกเลยว่าเขาทำงาน Programming ไม่เน้น Graphic Design เพราะสุดท้ายก็คนละหน้าที่กัน ดังนั้นคนเขียนเว็บก็ไม่จำเป็นต้องทำ Graphic เก่ง ( แต่คงไม่ใช่สำหรัยคนเขียนเว็บคนเดียวแบบผมครับ ต้องทำเองทุกอย่าง ) คอร์สนี้ไม่ยาก  งานจบก็คือเขียนเว็บตามที่เรียนมาทั้งหมดแบบรู้ process ตั้งแต่ต้นจนจบ

ถ้าถามว่าเรียนคอร์สนี้จบแล้วทำอะไรได้?

อยากให้ลองเข้าไปดูเว็บที่ผมเขียนเองทั้งหมดง่ายๆขึ้นมา
https://www.chaivivatsuper.com/
สรุปก็คือ เขียนเว็บได้แบบประมาณด้านบนครับ (ไม่รวมเรื่อง Graphic เขาไม่ได้สอน) ใช้ Bootstrap ครับ

ทีนี้ประโยชน์ชัดๆอีกอย่างคือเวลาเขียนเว็บด้วย WordPress ตอนนี้ที่ผมเขียนเองทั้งหมดก็มี (รวมบล็อกนี้)
https://marmaladefarm.com/
https://gornnutagorn.com

Wordpress มันมาค่อนข้างครบอยู่แล้ว แต่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่าง หรือ Instruction ของลูกเล่นบางจุด คนที่รู้เรื่อง HTML หรือ CSS จะสบายเลยครับตรงนี้ ไม่ถ้าไม่รู้ก็แค่ต้องคลำๆเยอะหน่อย ถ้าจะเน้นรายละเอียดทุกจุด

อีกอย่างที่สำคัญมากคือ Search Engine Optimization …คือคนที่เรียน HTML / JavaScript แบบพื้นฐาน จะเหมือนเสริมความรู้เรื่อง SEO On-Page ไปโดยปริยาย คือก่อนผมจะเรียนเขียนเว็บ ผมเคยอ่านเรื่อง SEO เค้าพูดเรื่อง ความสำคัญของ Tag ต่างๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ

“ผมจะเข้าไปแก้โค้ดในเว็บได้ยังไง(วะ)?”

คือเว็บแรกๆที่ผมทำงานด้วย คนเขียนเค้าไม่ได้ใช้ CMS (Content Management System เช่น WordPress / Magento / Shopify) แต่เขียนขึ้นมาเองเพียวๆ ทุกอย่างคือโค้ด ไม่มีหลังบ้าน อ่านตามเน็ตเค้าก็บอกวิธีแหละ แต่มันก็เหมือนภาษาต่างดาวสำหรับเราอยู่ดี ใครจะกล้าเข้าไปแก้โค้ดโดยไม่รู้อะไรเลย แค่ใส่ Google Analytics Tag ยังไม่กล้าเลยครับ แบบตอนนั้น alt text ยังไม่รู้เลยว่าควรจะมีด้วย ซึ่งตอนนี้ ทุกอย่างกระจ่างสำหรับผมแล้วครับ

เรื่องการเรียนเขียนเว็บก็ประมาณนี้ครับ

—– จบภาดที่ 2 —–

ภาคที่ 3 : สุดท้ายก็ต้อง Python

ที่จริงผมไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรแล้วก็ได้ แต่วันนึง(ช่วงที่ว่างหน่อย) ดันมีความคิดว่า มันคงจะดีถ้าเอาโค้ด R ที่เขียน เอาไปให้พนักงานหรือคนอื่นใช้ออนไลน์ได้แบบง่ายๆได้ จะได้ลดการทำงานหลายๆส่วนออกไป  แต่ไม่ว่าจะหายังไง ผมก็ไม่คิดว่า R มันจะเอามาใช้กับคนอื่นแบบฟรีๆง่ายๆได้  รวมทั้งเอามันไปขึ้นเว็บไซต์ ก็ไม่รู้จะทำยังไง (คือไม่รวมพวกทำ BI) เลยมาจบที่เรียน Python เพิ่มด้วยเหตุผลประมาณนี้ครับ

  • ถ้าไม่ได้ลงลึกมาก เท่าที่รู้คือ อะไรที่ R ทำได้ Python ก็ทำได้
  • ผมเคยเลือก R เพราะเรื่องความเร็ว แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า Data ระดับที่ผมทำ ความเร็วมันไม่ได้สำคัญเลย  คือมันก็เร็วใช้ได้หมดครับ
  • Python มันใช้เป็นภาษา Back End ที่รับบนเว็บไซต์ได้
  • มีแพคเกจที่เขียนโปรแกรมด้วย Python ง่ายๆได้ แบบให้คนอื่นกดคลิกเดียว จบอะไรประมาณนั้น
  • Python มันกว้างกว่าเยอะ ที่เค้าเรียกว่า General Purpose Language มั้ง คือมันคุยกับเครื่องมือหลายอย่างมาก ไม่จำกัดเฉพาะคอม เช่น raspberry pi ในขณะที่ เท่าที่ผมรู้ R รันได้บน Desktop เท่านั้น
  • Python มี Community ที่ใหญ่กว่า R เยอะมาก น่าจะเพราะวัตถุประสงค์การใช้กว้างกว่ามาก คือถ้าระดับเริ่มต้น Search อะไรก็เจอง่ายๆเลยครับ

เหตุผลที่ว่ามา ผมพูดเฉพาะในมุมคนที่ทำ Data และไม่ได้รู้เกี่ยวกับด้าน Computer Science มาก่อน จึงอาจเป็นมุมมองที่แคบอยู่นะครับ

คอร์สที่ผมเรียนแบบไม่เอาใบ Certificate มี 3 คอร์สคือ

  • Programming for Everybody (Getting Started with Python)
  • Python Data Structures
  • Using Python to Access Web Data

คือเรียนฟรีแบบเรียนไปแบบจดยิกเลยครับ เพื่อปูพื้นฐานให้ตัวเอง และมาเรียนแบบเอาใบ Certificate ที่คอร์ส

  • Introduction to Data Science in Python

ซึ่งเป็นคอร์สสุดท้ายของผม เรียนไปเมื่อต้นปี 2018 เรียนเพื่อให้ทำงานได้เหมือน R ที่เคยเรียน

อันนี้ตอนเรียนไม่งงเท่าไหร่ครับ  เพราะชินกับการเขียนโค้ดหน่อยๆแล้ว  เลยผ่านมาเรื่อยๆแบบไม่มีปัญหาอะไร เรียนยไม่นานมาก  เหมือนได้ยินคนเคยบอกว่า ภาษาแรก ยากสุด ภาษาที่ 2 จะเริ่มเร็ว  ภาษาที่ 3 ขึ้นไปจะสบายแล้ว เพราะโดยโครงสร้างภาษาก็คล้ายๆกัน แค่เปลี่ยน syntax หรือไวยากรณ์

แต่ค่อยๆมารู้ต่อว่า จะเขียนเว็บด้วย Python หรือจะทำ GUI ต้องรู้อะไรอีกเยอะ  เลยเป็นเรื่องอนาคต  ….  คือผมยังไม่เคยเรียนพวกภาษา Server Side เช่น php ดังนั้น ผมว่าถ้าจะเขียนเว็บด้วย Python น่าจะกินเวลาพอควร และมันก็เป็น Project ที่ผมยังไม่ได้รีบครับ

“เป้าหมายทั้งหมดที่ผมเรียนๆมา คือลึกๆผมค่อนข้างโคตรขี้เกียจ เลยอยากหาอะไรที่มาทำงานแทนให้มากที่สุด (แต่โลกความจริงไม่ง่ายเลย) เช่น สมมติอยากสร้างโมเดลหุ้น ที่กดคลิกเดียว นั่งจิบกาแฟ แล้วมันก็บอกผมว่าต้องเทรดอะไรบ้างในวันนั้น …. คือโคตรเพ้อเจ้อเลยครับ”

ถ้าถามว่า ผมเรียน Python 4 คอร์สด้านบน จบแล้วตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง?  ที่เป็นชิ้นเป็นอันตอนนี้ก็แค่

  • ทำ web scraping แบบกระจอกๆได้ (คือการเขียนคำสั่งให้ไปดึงข้อมูลเว็บต่างๆ มาลงตาราง Excel ในรูปแบบที่สวยงาม)
  • ที่เคยทำจริงๆ คือ Edit รูปภาพเป็นพันรูปพร้อมๆกัน ในแบบที่ Software ในท้องตลาดทำไม่ได้ ประมาณว่า
    • Crop แต่ละรูปตามรูปแบบ pixel ที่กำหนดไว้ ต่างๆดัน
    • แล้ว Resize อีกที

อันนี้ผมว่าจะเขียนเป็นบทความในเวลาต่อมาครับ  ที่จริงที่พูดมา 2 อันด้านบน R ก็น่าจะทำได้ครับ แต่ Python เป็นภาษาอนาคตมากๆ  บางท่านอาจจะเคยเห็นว่าในต่างประเทศ เด็ก 5 ขวบ ก็เริ่มแตะ Python แล้วนะครับ คือมัน กว้าง ง่าย สั้น เหมาะเป็นภาษาแรกที่เรียนที่สุดครับ (แต่ถ้าจะทำงานด้าน Data อย่างเดียว เค้าว่า R เขียนง่ายกว่า ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังชอบ R มากกว่า แค่ว่ามันทำอะไรได้น้อยกว่า Python ในด้านอื่นๆมากครับ) ผมจึงคิดว่าคุ้มค่าที่จะเรียน

บทสรุป

ผมไม่เคยเรียนเขียนโค้ดที่อื่น แต่เรียนที่นี่บอกได้อย่างหนึ่งว่า เขาสอนให้ไปใช้จริง จริงๆ ทุกสิ่งที่เรียนมาผมเก็บได้ทุกเม็ด ทุกคอร์ส และการสอนเขา Structured มากๆ ไปตามขั้นที่ควรจะเป็น เนื้อหาพูดตามตรงไม่ได้เยอะมาก แต่เค้าสอนหัวข้อย่อยๆหลายๆอัน แล้วบอกเลยว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ แล้วก็ค่อยๆต่อยอด  ตรงนี้ที่ต่างจากการอ่านหนังสือมาก คือต่อให้รู้เนื้อหาทั้งหมด จำได้หมด ก็ไม่รู้จะเอาไปใช้ยังไงอยู่ดี ถ้าหนังสือเล่มนั้น ไม่มีการวางลำดับ / แบบฝึกหัด / หรือ ไกด์ไลน์ ที่ดีพอ (เอาจริงๆหนังสือฝรั่งส่วนมากเค้าก็มีแหละ แต่เนื้อหามันจะเยอะมากๆเป็นน้ำเลย  ส่วนหนังสือไทยผมไม่ออกความเห็นเพราะ Source น้อยอยู่)

ผมสนับสนุนให้คนเรียน Coursera มากๆ คือมันย่นเวลาในการค้นหาให้คุณเยอะมาก สมมติคุณอยากรู้ภาษา R มันจะเรียงให้หมดแล้วว่าต้องไปยังไงบ้างจนใช้เป็น ถ้าเรียนวิชาดังๆก็มี Sub Title คนอ่อนภาษาอังกฤษ ค่อยๆแกะไปก็ได้ครับ ที่สำคัญคุณสามารถเรียนได้แบบผมโดยไม่เสียตังซักบาท (เรียนแบบฟรีจะเข้า lecture ได้ทั้งหมด แต่จะไม่ได้ใบ certificate และไม่สามารถเข้าถึง Assignment รวมถึงคำตอบของข้อสอบต่างๆได้)  ผมเรียนเป็นปี เสียตังไปประมาณ 10,000 กว่าๆเอง แต่ผมรู้จักภาษาเพิ่ม 6 อัน คือ R Python SQL HTML CSS JavaScript และอย่างอื่นยิบย่อย แบบเอาไปใช้จริงได้ ถึงจะรู้ไม่เยอะมาก ลองคิดดูครับ ลงคอร์สสัมมนาดังๆในไทย 1 คอร์สไม่กี่วันก็เกลี้ยงแล้วครับ ดังนั้น นี่คือการลงทุนที่ดีมากๆ สิ่งที่ต้องใช้อย่างเดียวคือ อดทน ครับ

ถ้าท่านผู้อ่านอยากรู้หน้าตาใบ Certificate น่าจะเข้าไปดูใน Linkedin ของผมได้ครับ
https://www.linkedin.com/in/nutagorn-petchbordee/

ข้อเสียอย่างเดียวของ Coursera คือ ไม่มีภาษาไทยครับ และน่าจะยังไม่มีไปอีกนาน แต่ถือว่าฝึกภาษาอังกฤษไป ได้ 2 ต่อครับ

 

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

Created by : GornNutagorn

 

ช่องทางอื่นๆของ GornNutagorn

Facebook : https://www.facebook.com/GornNutagorn/

Youtube : www.youtube.com/c/GornNutagornChannel

 

Sponsored by :

#####################################

grocerlock_โกรเซอล็อค

 

สนับสนุนโดย : www.grocerlock.com (คลิกเพื่อเข้าเว็บ)

ซุปเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ ขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

ขายปลีก-ส่ง / ต่อรองได้ / ส่งทั่วประเทศ

FB อินบ้อกได้ที่ : https://www.facebook.com/grocerlock (คลิกเพื่อส่งข้อความทางอินบ็อกซ์)

ซื้อผ่านไลน์ได้ที่ Line ID : @grocerlock (คลิกเพื่อเพิ่มเพื่อน)

#####################################

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here